“หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงของภาคใต้ ที่กำลังจะเลือนหายไป


“หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงของภาคใต้ ที่กำลังจะเลือนหายไป

หนังตะลุง เป็นศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นของภาคใต้  โดยมีการเล่าเรื่องราวที่ผูกร้อยเป็นนิยาย และใช้การแสดงเงาบนจอผ้าเพื่อดึงดูดสายตาของผู้ชม แต่ในปัจจุบันหนังตะลุงนั้น ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต เนื่องจากคนหันไปเสพสื่อที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า อย่างโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นวันนี้เราเลยอยาก จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับศิลปะการแสดงของภาคใต้อย่าง “หนังตะลุง” ที่กำลังจะเลือนหายไปอีกไม่นาน ถ้าหากไม่ได้รับการสืบทอดจากอนุชนคนรุ่นหลัง ซึ่งจะขอเริ่มจากการพาไปทำความรู้จักกับ ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุงกันก่อน ตามไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

 “หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงของภาคใต้ ที่กำลังจะเลือนหายไป

ประวัติหนังตะลุง

หนังตะลุง เป็นละครชาวบ้าน น่าจะมีขึ้นไม่น้อยกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยการประสมประสานระหว่างการละเล่นหนังใหญ่กับหนังแบบชวา ประกอบกับวิถีพื้นบ้านภาคใต้ ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและพัฒนาขึ้นบริเวณภาคใต้ตอนกลาง คือละแวกเมืองพัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา

          ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง ยังหาเหตุผลแน่นอนไม่ได้ มีผู้สันนิษฐานกันไว้หลายทาง ชาวใต้เรียกการละเล่นแบบนี้ว่า “หนัง” หรือบางที่เรียกว่า “หนังควน” ส่วนที่เรียกหนังตะลุงนั้น สันนิษฐานว่าเป็นคนที่เกิดขึ้นตอนหนังควนได้เข้าไปแสดงที่กรุงเทพฯ มีบางคนกล่าวว่าหนังควนได้เปลี่ยนชื่อหนังตะลุง เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 สมัยนั้นของเมืองพัทลุงได้เข้าไปแสดงในกรุงเทพฯ เรียกหนังควน ว่าหนังพัทลุง แล้วเสียงอาจกร่อนจากพัทลุงเป็นทะลุง แล้วเป็นทะลุงแล้วเป็นหนังตะลุงในที่สุด หรือตามที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงทำเชิงอรรถไว้ในหนังสือตำนานละครอิเหนาว่า หนังตะลุงเป็นของใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พวกชาวบ้าน (ควนมะพร้าว) แขวงจังหวัดพัทลุง คิดเอาอย่างหนังแขก(ชวา) มาเล่นเป็นเรื่องไทยขึ้นก่อนแล้วจึงแพร่หลายไปที่อื่น ในมณฑลนั้นเรียกกันว่าหนังควน เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนบาค) พาเข้ามากรุงเทพฯ ได้เล่นถวายตัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรกที่บางปะอิน เมื่อปีชวด พ.ศ. 2419

          มีบางคนเชื่อว่าหนังตะลุงมาจากชวา ผ่านขึ้นมาทางมาเลเซียปักหลักลงที่ยะโฮร์ คนไทยชื่อ ตานุ้ย ตาหนักทอง และนายทองช้าง ไปรับมาแพร่หลายหัดในหมู่คนไทย คำตะลุงมาจากคำว่า หลักตะลุงหรือหลักหลุง หมายถึง หลักล่ามช้าง ในบทไหว้ครูของหนังตะลุงหลายคณะมักจะออกชื่อบุคคลที่กล่าวมาแล้ว ชาวชวาเองก็นิยมแสดงหนัง(ตะลุง) กันมาแต่โบราณเรียกว่า “วายังยาวอ” ส่วนมลายูเรียกว่า “วายังกุเล็ต” ผู้พากย์หนัง ตะลุงชวา เรียกว่า ดาลังหรือดาหลัง ซึ่งคำนี้ก็ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องอิเหนาของไทยเรา

          มีข้อน่าคิดอีกประการหนึ่ง ซึ่งสุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ เขียนไว้ในหนังสือหนังตะลุง ว่า หนังตะลุง คงได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมของต่างชาติมากกว่าจะคิดขึ้นเอง และคงเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มที่มีวัฒนธรรมของอินเดียปนอยู่ด้วย

 “หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงของภาคใต้ ที่กำลังจะเลือนหายไป

เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุง ที่สำคัญ 5 อย่าง ดังนี้

  1. กลอง 1 ใบ เป็นกลองขนาดเล็ก มีหนังหุ้มสองข้าง เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-10 นิ้ว ใช้ไม้ตีสองอัน
  2. ทับ 2 ใบ ทำด้วยไม้กลึงคล้ายกลองยาวแต่ส่วนท้ายสั้นกว่าและขนาดย่อมกว่า ทับทั้งสองใบมีขนาดต่างกันเล็กน้อย เพื่อให้เสียงดังต่างกัน
  3. ฉิ่ง 1 คู่
  4. โหม่ง 1 คู่ ทำด้วยทองเหลือง หรือทองแดง เสียงสูงและเสียงต่ำ แขวน ขึงตรึงขนานกันอยู่ในรางไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
  5. ปี่ 1 เลา

          บางคณะอาจมีซออีก 1 คัน ส่วนมากเป็นซอด้วง เพราะเข้ากับเสียงปี่ได้สนิทกว่า ปัจจุบันหนังตะลุงนำเอาเครื่องดนตรีสากลเข้ามาผสม เป็นต้นว่า กลอง ออร์แกน กีตาร์ ฯลฯ ทำให้บรรเลงดนตรีเป็นแบบประยุกต์

         รูปหนังตะลุง แต่ละคณะมีไม่เท่ากัน ประมาณ 100 – 300 ตัว ประกอบด้วยรูปฤาษี พระอิศวร อภิปรายหน้าบท (ปราบหน้าบท) ตัวตลก เช่น อ้ายเท่ง อ้ายหนูนุ้ย อ้ายสีแก้ว อ้ายยอดทอง เป็นต้น รูปเจ้าเมือง รูปพระ รูปนาง รูปยักษ์ ฯลฯ รูปหนังตะลุงมีขนาดความสูง 1-2 ฟุต ทำด้วยหนังสัตว์ คีบตับ สำหรับถือปักหน้าจอ ใส่มือและไม้เชิดมือข้างเดียว ส่วนตัวตลกใช้ไม้เชิดมือทั้งสองข้าง และจะต้องทำเชือกดึงปากให้สามารถอ้าออกในเวลาพูดได้

          คณะหนังตะลุง โดยทั่วไปมีเพียง 5 คน ประกอบด้วย นายหนัง คนตีโหม่ง ฉิ่ง คนตีกลอง คนตีทับ เป่าปี่ คนเล่นดนตรีเรียกว่า “ลูกคู่” 4 นายหนังนับว่าเป็นคนสำคัญที่สุดในคณะต้องมีความรอบรู้ มีศิลปะ ในการเชิดรูป มีอารมณ์ขัน มีความสามารถในการจดจำ และต้องมีปฏิภาณไหวพริบ

 “หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงของภาคใต้ ที่กำลังจะเลือนหายไป

          การแสดงหนังตะลุง เมื่อคณะหนังตะลุงรับงานใดแล้ว เจ้าภาพก็จะสร้างโรงหนังให้โดยยกพื้นสูงกว่าพื้นดินราว 2 เมตรเศษ ทำเป็นแบบเพิงหมาแหงน ใช้จอขึงที่หน้าโรงหนัง แล้วใช้หยวกกล้วย (ต้นกล้วย) ทั้งต้นวางแนบชิดไว้กับจอ ด้านหลัง วัตถุที่ให้แสงสว่างในการแสดงหนังตะลุง แต่เดิมนิยมใช้ตะเกียงเจ้าพายุ ปัจจุบันใช้ไฟฟ้า ใช้เครื่องขยายเสียงแทนการพากย์ปากเปล่า ให้แสงสีเมื่อกล่าวถึงเวลากลางคืน กลางวันตามท้องเรื่องในการแสดง จะมีการทำพิธีเบิกโรง แล้วเริ่มประโคมดนตรี ตอนนี้นายหนังจะนำรูปบางรูปมาปักไว้ เช่น รูปครุฑหรือสิงห์ สมัยก่อนนิยมออกรูปลิงขาว หรือลิงดำ ประโคมดนตรีไประยะหนึ่ง ก็จะออกรูปฤาษี พระอิศวร อภิปรายหน้าบท รูปอภิปรายหน้าบทอาจถือแทนตัวนายหนังเพื่อระลึกถึง ครูบาอาจารย์ และทำความเคารพอวยพรแก่ผู้ชมไปด้วย ต่อมาก็ออกตัวตลก เช่น ไอ้ขวัญเมือง ซึ่งจะมาบอกเรื่องที่จะแสดงในคืนนั้น แล้วก็เริ่มแสดง เรื่องหนังตะลุงจะดำเนินเรื่องเป็นตอน ๆ ไปจนสว่าง สมัยก่อนนิยมเล่นเรื่อง รามเกียรติ์ ปัจจุบันนำเอานวนิยายสมัยใหม่มาดัดแปลงตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม จึงทำให้การแสดงหนังตะลุงยังได้รับความนิยมมาจนปัจจุบัน

และทั้งหมดที่เรานำมาฝากนี้ก็คือ “หนังตะลุง” ศิลปะการแสดงของภาคใต้ ที่กำลังจะเลือนหายไป โดยปกติแล้วการแสดงหนังตะลุง จะต้องใช้เวลาในการซักซ้อม เตรียมตัวค่อนข้างนาน กว่าจะออกทำการแสดงได้ มีการใช้แรงงานคนที่มีฝีมือในการพากย์แสดง ทำให้หนังตะลุงเป็นเสมือนธุรกิจของคนในท้องถิ่น แต่เมื่อหนังตะลุงซบเซาลง ไม่เพียงแต่จะทำให้ศิลปะอันงดงามของภาคใต้เลือนหายไปอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงวิถีอาชีพโบราณอย่าง คนสร้างหนังตะลุงต้องหายไปด้วย

รู้จักวิธีป้องกัน “โควิด-19” ที่จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ง่าย ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตโควิด-19 ได้สร้างความแตกตื่น ให้กับทั่วโลกเป็นอย่างมาก ซึ่งทุกคนก็ล้วนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กันถ้วนหน้า

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม : คัดเน้น ๆ 8 ซีรี่ย์เกาหลีแนวแฟนตาซี เหนือจิตนาการ ที่ดูกี่ทีก็ไม่เคยเบื่อ!